เรียนรู้วิทยาศาสตร์ผ่าน STEAM, V-PLERN และ PLC จากเรื่อง “พันธุศาสตร์” สู่การพัฒนาทักษะการแก้ปัญหาอย่างสร้างสรรค์ของนักเรียนที่มีความบกพร่องทางการได้ยิน

Submitted by พัชรินทร์ on Fri, 10/02/2026 - 02:44

เรียนรู้วิทยาศาสตร์ผ่าน STEAM, V-PLERN และ PLC

จากเรื่อง “พันธุศาสตร์” สู่การพัฒนาทักษะการแก้ปัญหาอย่างสร้างสรรค์ของนักเรียนที่มีความบกพร่องทางการได้ยิน

การจัดการเรียนรู้วิทยาศาสตร์สำหรับนักเรียนที่มีความบกพร่องทางการได้ยินมีความท้าทายเฉพาะด้าน โดยเฉพาะเนื้อหาที่มีลักษณะเป็นนามธรรมและต้องอาศัยการเชื่อมโยงความคิด เช่น เรื่อง “พันธุศาสตร์” ซึ่งผู้เรียนจำเป็นต้องทำความเข้าใจทั้งคำศัพท์ แนวคิดทางวิทยาศาสตร์ ความสัมพันธ์ของสิ่งที่ไม่สามารถมองเห็นได้โดยตรง ตลอดจนการนำความรู้ไปประยุกต์ใช้แก้ปัญหาในสถานการณ์ต่าง ๆ

จากการจัดการเรียนรู้ในเนื้อหาพันธุศาสตร์ที่ผ่านมา พบว่านักเรียนบางส่วนยังมีข้อจำกัดด้านภาษาและการสื่อสาร ขาดความกระตือรือร้นในการเรียนรู้ และยังไม่สามารถนำความรู้ที่ได้รับไปประยุกต์ใช้แก้ปัญหาในสถานการณ์ใหม่ได้อย่างเป็นระบบ จึงเกิดแนวคิดในการพัฒนาชุดกิจกรรมที่ทำให้วิทยาศาสตร์เป็นเรื่องที่ผู้เรียนสามารถ “มองเห็น เข้าใจ และลงมือทำได้จริง” โดยนำแนวคิดสตีมศึกษา (STEAM Education) มาบูรณาการร่วมกับวงจรการเรียนรู้ 7 ขั้น และปรับกระบวนการให้เหมาะสมกับธรรมชาติการเรียนรู้ของนักเรียนที่มีความบกพร่องทางการได้ยิน

กิจกรรมที่พัฒนาขึ้นให้ความสำคัญกับการใช้ภาพ สัญลักษณ์ ภาษามือ คำศัพท์ภาษาไทย และการลงมือปฏิบัติจริง พร้อมบูรณาการศาสตร์ด้านวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี วิศวกรรมศาสตร์ ศิลปะ และคณิตศาสตร์ นักเรียนจึงไม่ได้เรียนเพียงเพื่อจดจำเนื้อหา แต่ได้เรียนรู้ผ่านสถานการณ์ปัญหา ได้สังเกต ตั้งคำถาม ทดลอง ออกแบบ ทดสอบ ปรับปรุง และอธิบายแนวคิดของตนเอง ซึ่งช่วยให้ผู้เรียนมีบทบาทในการสร้างองค์ความรู้ด้วยตนเองมากขึ้น

จากแนวคิดดังกล่าว ได้สังเคราะห์เป็นกระบวนการจัดการเรียนรู้ V-PLERN Model ประกอบด้วย 5 ขั้น ได้แก่ Prepare เตรียมความพร้อมด้านความรู้และภาษา Learning Problem เรียนรู้ผ่านสถานการณ์ปัญหาที่ท้าทาย Explore Knowledge สืบเสาะและค้นหาความรู้ Real Life Problem Solving นำความรู้ไปใช้แก้ปัญหาในสถานการณ์จริง และ New Knowledge Share แลกเปลี่ยนและสะท้อนสิ่งที่ได้เรียนรู้ แต่ละขั้นได้รับการออกแบบให้ผู้เรียนมองเห็นลำดับการเรียนรู้อย่างชัดเจน ลดข้อจำกัดด้านภาษา และเปิดโอกาสให้สื่อสารความคิดผ่านวิธีที่เหมาะสมกับตนเอง

PLC : พลังของการเรียนรู้ร่วมกันของครู

อีกหนึ่งกลไกสำคัญที่ช่วยขับเคลื่อนงานวิจัยครั้งนี้ คือ กระบวนการชุมชนการเรียนรู้ทางวิชาชีพ หรือ Professional Learning Community (PLC) ของกลุ่มครูผู้สอนนักเรียนที่มีความบกพร่องทางการได้ยินระดับมัธยมศึกษา โดยใช้กระบวนการ Plan – Do – See เป็นวงจรในการร่วมกันพัฒนาการจัดการเรียนรู้ ตั้งแต่การออกแบบกิจกรรมไปจนถึงการสะท้อนผลหลังการสอน ทั้งนี้ รายงานวิจัยได้กล่าวถึงการมีส่วนร่วมของกลุ่ม PLC ในการเก็บข้อมูลและร่วมสะท้อนผลการจัดการเรียนรู้ตลอดกระบวนการวิจัยด้วย

Plan – ร่วมคิด ร่วมวางแผน
ครูในกลุ่ม PLC ร่วมกันประชุมวิเคราะห์สภาพปัญหาของผู้เรียน พิจารณาข้อจำกัดด้านภาษาและการทำความเข้าใจเนื้อหาพันธุศาสตร์ รวมถึงแลกเปลี่ยนประสบการณ์จากการจัดการเรียนรู้ที่ผ่านมา จากนั้นจึงร่วมกันให้ข้อคิดเห็นต่อการออกแบบชุดกิจกรรม แผนการจัดการเรียนรู้ สื่อการเรียนรู้ วิธีการสื่อสาร และเครื่องมือวัดและประเมินผล เพื่อให้เหมาะสมกับนักเรียนที่มีความบกพร่องทางการได้ยินมากที่สุด การวางแผนจึงไม่ได้มุ่งเพียงให้เนื้อหาครบตามหลักสูตร แต่คำนึงถึงว่า “ผู้เรียนจะเข้าถึงและเรียนรู้เนื้อหานั้นได้อย่างไร”

Do – ลงมือสอนและเรียนรู้จากสถานการณ์จริง
เมื่อนำแผนไปใช้ในชั้นเรียน ครูผู้สอนดำเนินกิจกรรมตามกระบวนการ V-PLERN โดยเน้นการใช้สื่อทางสายตา ภาษามือ การทดลอง การทำงานกลุ่ม และการแก้ปัญหาผ่านสถานการณ์ที่เชื่อมโยงกับชีวิตจริง ในระหว่างการจัดการเรียนรู้ สมาชิกในกลุ่ม PLC มีส่วนร่วมในการนิเทศและสังเกตการสอน โดยมุ่งสังเกต “การเรียนรู้ของนักเรียน” มากกว่าการตัดสินการสอนของครู เช่น นักเรียนเข้าใจคำสั่งหรือไม่ สื่อใดช่วยให้เข้าใจได้ดี นักเรียนมีส่วนร่วมในกิจกรรมอย่างไร สามารถคิดวิเคราะห์และอธิบายแนวทางแก้ปัญหาของตนเองได้มากน้อยเพียงใด รวมถึงมีจุดใดที่ยังเป็นอุปสรรคต่อการเรียนรู้

See – ร่วมสะท้อนผลเพื่อพัฒนาการสอน
หลังการจัดกิจกรรม ครูผู้สอนและสมาชิกในกลุ่ม PLC ร่วมกันสะท้อนผลจากสิ่งที่เกิดขึ้นจริงในชั้นเรียน โดยนำข้อมูลจากการสังเกต พฤติกรรมของนักเรียน ผลงาน ชิ้นงาน และผลการประเมินมาพิจารณาร่วมกันว่า กิจกรรมส่วนใดช่วยส่งเสริมการเรียนรู้ได้ดี ส่วนใดควรปรับปรุง และสื่อหรือวิธีการใดควรเพิ่มเติม จากนั้นนำข้อเสนอแนะกลับไปปรับแผนการจัดการเรียนรู้และกิจกรรมในครั้งต่อไป ทำให้กระบวนการวิจัยและการพัฒนาการสอนดำเนินไปในลักษณะของวงจรที่ต่อเนื่อง คือ วางแผน – ลงมือปฏิบัติ – สังเกต – สะท้อนผล – ปรับปรุง และนำกลับไปใช้ใหม่

การทำ PLC ในลักษณะนี้จึงไม่ใช่เพียงการประชุมเพื่อรายงานผล แต่เป็นพื้นที่ที่ครูได้ ร่วมคิด ร่วมออกแบบ ร่วมสังเกต และร่วมเรียนรู้จากห้องเรียนจริง ข้อมูลจากการนิเทศและการสะท้อนผลช่วยให้การปรับปรุงชุดกิจกรรมและแผนการจัดการเรียนรู้มีความสอดคล้องกับผู้เรียนมากขึ้น และยังเป็นการพัฒนาครูควบคู่ไปกับการพัฒนาผู้เรียนอีกด้วย

เมื่อนำชุดกิจกรรมไปใช้กับนักเรียนที่มีความบกพร่องทางการได้ยิน ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 โรงเรียนโสตศึกษาทุ่งมหาเมฆ จำนวน 7 คน ในภาคเรียนที่ 1 ปีการศึกษา 2569 พบว่า ชุดกิจกรรมมีประสิทธิภาพ 82.00/80.00 สูงกว่าเกณฑ์ 75/75 ที่กำหนดไว้ นักเรียนมีผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนและทักษะการแก้ปัญหาเชิงสร้างสรรค์หลังเรียนสูงกว่าก่อนเรียนอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 และมีความพึงพอใจต่อการจัดการเรียนรู้โดยรวมอยู่ในระดับมาก โดยมีค่าเฉลี่ย 4.38

สิ่งที่ได้จากการพัฒนางานครั้งนี้จึงไม่ได้มีเพียงผลการวิจัยหรือคะแนนของนักเรียน แต่ยังทำให้เห็นกระบวนการเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นทั้งกับผู้เรียนและครู นักเรียนได้เปลี่ยนจากผู้รับความรู้มาเป็นผู้ที่ได้คิด ได้ทดลอง ได้ลงมือทำ และกล้าอธิบายแนวทางของตนเองมากขึ้น ขณะที่ครูได้ใช้ข้อมูลจากการสังเกตชั้นเรียนและข้อเสนอแนะของเพื่อนครูในกลุ่ม PLC มาพัฒนาการจัดการเรียนรู้ของตนเองอย่างต่อเนื่อง